โพสต์เมื่อ 13 ก.ค. 2020
ชื่ออื่น : วัดตาเถรขึงหนัง, โบราณสถานร้าง ต. 29
ที่ตั้ง : อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ต.เมืองเก่า อ.เมืองสุโขทัย
ตำบล : เมืองเก่า
อำเภอ : เมือง
จังหวัด : สุโขทัย
พิกัด DD : 16.997089 N, 99.712988 E
เขตลุ่มน้ำหลัก : ยม
เขตลุ่มน้ำรอง : คลองแม่ลำพัน, คลองเสาหอ, คลองยาง
ตั้งอยู่ภายในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ห่างจากตัวจังหวัดสุโขทัยไปทางทิศตะวันตกตามถนนจรดวิถีถ่อง ทางหลวงหมายเลข 12 สายสุโขทัย-ตาก ประมาณ 12 กิโลเมตร โบราณสถานวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยารามตั้งอยู่ห่างจากประตูเมืองด้านทิศใต้ คือประตูนะโม ไปทางทิศใต้ประมาณ 1.6 กิโลเมตร
วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยารามตั้งอยู่นอกเมืองเก่าสุโขทัยไปทางทิศใต้ ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ทุกวัน โดยไม่เสียค่าเข้าชม ดูแลรักษาโดยอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย กรมศิลปากร
หมายเลขโทรศัพท์ที่ทำการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โทร.055-697-527 โทรสาร 055-697310
กรมศิลปากร, อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
ขึ้นทะเบียนของกรมศิลปากร
- ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 52 หน้า 3707 วันที่ 8 มีนาคม 2478 เรื่อง การกำหนดจำนวนโบราณสถานสำหรับชาติ (วัดตาเถรขึงหนัง)
- เป็นโบราณสถานที่อยู่ในเขตการประกาศขึ้นทะเบียนของเมืองเก่าสุโขทัย ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 92 ตอนที่ 112 หน้า 1504 วันที่ 17 มิถุนายน 2518
ขึ้นทะเบียนของ UNESCO
วันที่ 12 ธันวาคม 2534 ที่เมืองคาร์เทจ ประเทศตูนีเซีย เป็นมรดกโลกตามบัญชีลำดับที่ 574
วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม ตั้งอยู่ทางทิศใต้นอกเมืองโบราณสุโขทัย ห่างจากประตูเมืองด้านทิศใต้ คือประตูนะโม ไปทางทิศใต้ประมาณ 1.6 กิโลเมตร ห่างจากวัดเจดีย์สี่ห้องไปทางทิศตะวันออกประมาณ 300 เมตร ห่างจากวัดเชตุพนไปทางทิศตะวันออกประมาณ 500 เมตร
เมืองสุโขทัยตั้งอยู่บนที่ราบตะพักลำน้ำ (Terrace) เชิงเขาด้านทิศตะวันออกของเทือกเขาประทักษ์ ตะกอนที่ทับถมจึงประกอบไปด้วยดิน กรวด ทราย ที่ถูกน้ำพัดพามาจากภูเขา
จากเชิงเขา พื้นที่มีความลาดเอียงไปทางทิศตะวันออกสู่แม่น้ำยมที่อยู่ห่างจากตัวเมืองโบราณไปทางทิศตะวันออกประมาณ 11 กิโลเมตร มีลำน้ำสำคัญคือ คลองเสาหอ ซึ่งเป็นลำน้ำสายตรงทางด้านทิศใต้ และคลองแม่ลำพันทางด้านทิศเหนือและตะวันออกของเมือง และไหลลงสู่แม่น้ำยมที่ตัวจังหวัดสุโขทัยในปัจจุบัน
พื้นที่ระหว่างเมืองโบราณสุโขทัยกับแม่น้ำยมเป็นที่ลุ่ม มักมีน้ำท่วมประจำ และบางแห่งมีน้ำแช่ขังอยู่หลายเดือน จึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เมืองเก่าสุโขทัยไม่ได้ตั้งอยู่บนที่ราบริมฝั่งแม่น้ำ
คลองยาง, คลองแม่ลำพัน, คลองเสาหอ, แม่น้ำยม
เมืองสุโขทัยตั้งอยู่บนที่ราบตะพักลำน้ำ (Terrace) เชิงเขาด้านทิศตะวันออกของเทือกเขาประทักษ์ ซึ่งเป็นเทือกเขาหินตะกอนในยุคเพอร์เมียนและไทรแอสซิก ประกอบไปด้วยเขาหลายลูก ตะกอนที่ทับถมจึงประกอบไปด้วยดิน กรวด ทราย ที่ถูกน้ำพัดพามาจากภูเขา ดินเป็นชุดดินแม่แตง (Mae Taeng series: Mt)
ชื่อผู้ศึกษา : ชิน อยู่ดี
ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2499
วิธีศึกษา : สำรวจ
ผลการศึกษา :
พบศิลาจารึกหลักที่ 8ค หรือหลักที่ 46 หรือจารึกวัดตาเถรขึงหนัง บริเวณวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยารามหรือวัดตาเถรขึงหนังชื่อผู้ศึกษา : ฉ่ำ ทองคำวรรณ
ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2508, พ.ศ.2527
วิธีศึกษา : ศึกษาเอกสาร/จารึก
ผลการศึกษา :
ศึกษาและเผยแพร่เนื้อหาของจารึกวัดตาเถรขึงหนังชื่อผู้ศึกษา : สุภัทรดิศ ดิศกุล
ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2521
วิธีศึกษา : ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ศึกษาสถาปัตยกรรม
องค์กรร่วม / แหล่งทุน : คณะกรรมการกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ
ผลการศึกษา :
ศ.ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงศึกษา รวบรวม และจัดทำเนื้อหาเกี่ยวกับศิลปะสุโขทัย (โครงการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย)ชื่อผู้ศึกษา : สันติ เล็กสุขุม
ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2540
วิธีศึกษา : ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ศึกษาสถาปัตยกรรม
องค์กรร่วม / แหล่งทุน : เมืองโบราณ
ผลการศึกษา :
ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม (2540) เผยแพร่หนังสือศิลปะสุโขทัย ซึ่งมีเนื้อหากล่าวถึงวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยารามชื่อผู้ศึกษา : ศักดิ์ชัย สายสิงห์
ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2545
วิธีศึกษา : ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ศึกษาเอกสาร/จารึก
องค์กรร่วม / แหล่งทุน : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
ผลการศึกษา :
ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ (2547) ศึกษาวิจัยศิลปะสุโขทัยจากหลักฐานโบราณคดีจารึกและศิลปกรรม รวมทั้งวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยารามชื่อผู้ศึกษา : พิเศษ เจียจันทร์พงษ์
ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2546
วิธีศึกษา : ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ศึกษาสถาปัตยกรรม, ประวัติศาสตร์
องค์กรร่วม / แหล่งทุน : กรมศิลปากร
ผลการศึกษา :
พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ นักโบราณคดีกรมศิลปากร รวบรวมและศึกษาข้อมูลโบราณสถานในอุทยานประวัติศาตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร แล้วเผยแพร่ในเอกสาร “นำชมอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร”ชื่อผู้ศึกษา : สันติ เล็กสุขุม
ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2551
วิธีศึกษา : ประวัติศาสตร์ศิลปะ, ศึกษาสถาปัตยกรรม
องค์กรร่วม / แหล่งทุน : บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), กรมศิลปากร
ผลการศึกษา :
ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม ค้นคว้าวิจัยเพื่อสันนิษฐานรูปแบบโบราณสถานบางแห่งของสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร เมื่อครั้งยังสมบูรณ์ รวมถึงวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยารามชื่อผู้ศึกษา : กรมศิลปากร
ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2478
วิธีศึกษา : ประกาศขึ้นทะเบียน
ผลการศึกษา :
ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478ชื่อผู้ศึกษา : กรมศิลปากร
ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2508
วิธีศึกษา : บูรณปฏิสังขรณ์, ขุดแต่ง
ผลการศึกษา :
ขุดแต่งและบูรณะชื่อผู้ศึกษา : กรมศิลปากร
ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2550
วิธีศึกษา : บูรณปฏิสังขรณ์, เสริมความมั่นคง
ผลการศึกษา :
บูรณะเสริมความมั่นคงเจดีย์ประธานชื่อผู้ศึกษา : กรมศิลปากร
ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2560
วิธีศึกษา : บูรณปฏิสังขรณ์, เสริมความมั่นคง
ผลการศึกษา :
บูรณะเสริมความมั่นคงเจดีย์ประธานชื่อผู้ศึกษา : กรมศิลปากร
ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2561
วิธีศึกษา : ปรับปรุงภูมิทัศน์
ผลการศึกษา :
ขุดลอกคูน้ำและปรับภูมิทัศน์วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม เป็นชื่อที่ปรากฏตามจารึก เดิมเรียก วัดตาเถรขึงหนัง ตั้งอยู่ทางทิศใต้นอกเมืองโบราณสุโขทัย ห่างจากประตูเมืองด้านทิศใต้ คือประตูนะโม ไปทางทิศใต้ประมาณ 1.6 กิโลเมตร ห่างจากวัดเจดีย์สี่ห้องไปทางทิศตะวันออกประมาณ 300 เมตร ห่างจากวัดเชตุพนไปทางทิศตะวันออกประมาณ 500 เมตร
ประวัติการก่อสร้างวัดแห่งนี้ ปรากฏหลักฐานใน ศิลาจารึกวัดตาเถรขึงหนัง ที่พบที่วัดแห่งนี้ (จารึกหลักที่ 8ค หรือหลักที่ 46 พบโดยนายชิน อยู่ดี เมื่อ พ.ศ.2499) จารึกขึ้นเมื่อพุทธศักราช 1947 อักษรขอมสุโขทัย – ไทยสุโขทัย กล่าวถึงการสร้างวัดนี้ในพุทธศักราช 1943 และต่อมาในพุทธศักราช 1946 ปลูกพระศรีมหาโพธิ์ ดังข้อความใน จารึกดังนี้ (ศูนย์ฯ, 2550)
ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าเป็นคํารบที่หนึ่งไหว้พระธรรมเป็นคํารบที่สองไหว้พระสงฆ์เป็นคํารบที่สามและไหว้อาจารย์เป็นคํารบที่สี่ขอให้สรรพศัตรูจงพินาศไปเพราะการนมัสการพระรัตนตรัยด้วยเศียรเกล้าแทบพระชาณุยุคลเพื่อขจัดเสียแม้ซึ่งอันตรายฯ
ศักราช๗๖๒นาคนักษัตรปีมะโรงสมเด็จพระราชชนนีศรีธรรมราชมาดามหาดิลกรัตนราชนาถกรรโลง แม่และสมเด็จมหาธรรมราชาธิบดี
ศรีสุริยวงศ์(โอรส)ราชอํานาจน้าวห้าวหาญนําพ(ล)รบราคลาธรณีดลสกลกษัต
ริย์(หากขึ้นเสวยใน)มหามไหสวริยอัครราชเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ (นคร
ศรีสัชนาลัย)สุโขทัยแกวกลอยผลาญปรปักษ์ศัตรูนูพระราชสีมา
..........เป็นขนอบขอบพระบางเป็นแดนเท่าแสนสองหนองห้ว-
ยและแพร่.....สมเด็จแม่ออกท่านจึงจักให้นิมนต์ตนสมเด็จพระ
(มหา)ศรี(กิรติ)เจ้าเหง้าพุทธางกูรดรุณพันลอก(๖)ฝูงอริยะจากสถานสถิระคือพ-
ชรบุรีศรีกําแพงเพชรมาสร้างพระอาวาสอาสน์อันดีมีชื่อศรีพิจิตรกิรติกั-
ลยารามเป็นสนามเจ้ามหาสัปปุรุษทั้งหลายจักถวายอัญชุลีน้อมนต
นมัสการคํานับอันดับนั้นศักราช๗๖๕ในปีมะแมแปรวันเดือนในเดื-
อนอ้ายออกใหม่ใส่ไว้ได้แปดคํ่าวันพฤหัสบดีศรีทินพารกาลยา-
มตะวันชายย้ายหกบาทฉายาเสร็จสมเด็จพระศรีธรรมราชมาดามหาดิ-
(ลกรัตนราช)กรรโลงจึงสถิตสถาปนาปลูกพระพฤกษาธิบดีศรีมหา
(โพธิ).................................
๗๖๖ มักกฏนักษัตรปีวอก
สรุปเนื้อหาของจารึกโดยสังเขปคือ เรื่องราวที่จารึกในส่วนภาษาบาลี เป็นคำกล่าวนมัสการพระรัตนตรัย และคำไหว้อาจารย์ ส่วนจารึกภาษาไทย ได้กล่าวถึงสมเด็จพระราชชนนีศรีธรรมราชมาดา และสมเด็จมหาธรรมราชาธิบดี ราชโอรส ขึ้นเสวยราชย์ในนครศรีสัชนาลัยสุโขทัย ตลอดถึงการอาราธนาสมเด็จพระมหาศรีกิรติ จากพชรบุรีศรีกำแพงเพชร มาสร้าง “ศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม” และสมเด็จพระศรีธรรมราชมาดา ปลูกพระศรีมหาโพธิ (ศูนย์ฯ, 2550)
(*สมเด็จมหาธรรมราชาธิบดี ราชโอรส หมายถึง พระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าที่ 3 (ไสลือไท)
ข้อมูลจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย (2561: 181) ระบุว่า ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของวัด มีคูน้ำเป็นขอบเขตล้อมรอบ ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างดังนี้
1. เจดีย์ประธานทรงระฆังขนาดใหญ่ก่อด้วยอิฐ ตั้งอยู่บนฐานสูงรูปสี่เหลี่ยม ขนาดกว้างด้านละ 17 เมตร ที่ฐาน ด้านทิศตะวันออกและตะวันตกทำเป็นซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่ง โดยเฉพาะซุ้มด้านทิศตะวันออกปรากฏ ร่องรอยการก่อเป็นซุ้มโค้งสูงขึ้นไปคล้ายกรวยแหลม
2. ฐานวิหารก่ออิฐ ขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 23 เมตร อยู่ด้านหน้า หรือทิศตะวันออกของเจดีย์ประธาน
3. ฐานเจดีย์ราย 4 ฐาน ตั้งเรียงรายอยู่โดยรอบฐานเจดีย์ประธาน
4. คูน้ำ มีขนาดของคูกว้างประมาณ 15 เมตร ล้อมรอบพื้นที่วัด กว้าง 40 เมตร และยาว 80 เมตร
แผนผังและรูปแบบเจดีย์
วัดนี้มีเจดีย์ทรงระฆังเป็นประธาน ด้านหน้ามีวิหาร มีเจดีย์รายขนาดเล็กอยู่ด้านหลังหลายองค์ คงสร้างขึ้นในระยะหลัง บริเวณวัดมีคูน้ำล้อมรอบเช่นเดียวกับวัดอื่นๆ ในสุโขทัย จากแผนผังที่ปรากฏแสดงให้เห็นว่าวัดนี้ยังไม่มีแผนผังที่ซับซ้อน ไม่มีสิ่งก่อสร้างเพิ่มเติมยกเว้นเจดีย์รายขนาดเล็ก จึงอาจกล่าวได้อย่างค่อนข้างชัดเจนว่าน่าจะเป็นรูปแบบของวัดตรงกับที่กล่าวถึงในศิลาจารึก (ศักดิ์ชัย สายสิงห์ 2547 : 62)
รูปแบบเจดีย์ประธานของวัดเป็นทรงระฆังกลม จัดเป็นเจดีย์ทรงระฆังที่มีพัฒนาการในระยะหลังของสุโขทัยแล้ว เนื่องจากได้เปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบทั่วไปของสุโขทัยที่มีฐานเตี้ย แต่เจดีย์วัดศรีพิจิตรฯ ตั้งอยู่บนฐานสูง (ฐานกว้างด้านละประมาณ 15 เมตร) โดยเพิ่มส่วนฐานบัวเหนือฐานเขียงอีก 2 ฐาน มีการเพิ่มมุมและประดับลูกแก้วอกไก่ซึ่งไม่ใช่ระเบียบของเจดีย์ทรงระฆังสมัยสุโขทัยโดยทั่วไป แต่มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างศิลปะสุโขทัย ล้านนา และอยุธยา (ศักดิ์ชัย สายสิงห์ 2547 : 63 ; สันติ เล็กสุขุม 2540 : 57)
รูปแบบเจดีย์ประธานของวัดเป็นทรงระฆังกลม จัดเป็นเจดีย์ทรงระฆังที่มีพัฒนาการในระยะหลังของสุโขทัยแล้ว เนื่องจากได้เปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบทั่วไปของสุโขทัยที่มีฐานเตี้ย แต่เจดีย์วัดศรีพิจิตรฯ ตั้งอยู่บนฐานสูง (ฐานกว้างด้านละประมาณ 15 เมตร) โดยเพิ่มส่วนฐานบัวเหนือฐานเขียงอีก 2 ฐาน ส่วนท้องไม้ของฐานบัวชั้นล่างขยายสูงอย่างมากจนเกือบเท่าสัดส่วนของเรือนธาตุหรือมณฑป ทำให้ดูคล้ายกับมณฑปยอดเจดีย์อันเป็นรูปแบบของเจติยวิหารของพุกาม มีการเพิ่มมุมและประดับลูกแก้วอกไก่ซึ่งไม่ใช่ระเบียบของเจดีย์ทรงสุโขทัยโดยทั่วไป แต่มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างศิลปะสุโขทัย ล้านนา และอยุธยา นอกจากนี้ด้านหน้าของฐานยังเจาะเป็นช่องเว้าลึกเป็นจระนำประดิษฐานพระพุทธรูป โดยเลี่ยงไม่ทำคูหา (สันติ เล็กสุขุม 2540 : 56) ส่วนอีก 3 ด้านมีมุขคือคูหาเล็กๆ ยื่นออกมาสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป อาจสอดคล้องกับคติการสร้างเจติยวิหารของพุกาม หรืออาจจะมีที่มาจากที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง 4 ด้านรอบเจดีย์ของลังกาที่เรียกว่า “วาหัลกฑะ” (ศักดิ์ชัย สายสิงห์ 2547 : 88)
บัลลังก์ประดับลูกแก้วอกไก่ 2 แนว การทำเจดีย์ทรงระฆังสูงและการประดับลูกแก้วอกไก่นี้เป็นรูปแบบที่นิยมในศิลปะล้านนา และปรากฏแล้วในเจดีย์ที่กำแพงเพชร มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างศิลปะสุโขทัย ล้านนา และอยุธยา (สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะสุโขทัย : 57) รูปแบบของเจดีย์วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยารามนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับวัดเจดีย์สูง นอกเมืองสุโขทัยทางด้านทิศตะวันออก คงเป็นงานที่สร้างขึ้นในช่วงระยะเวลาเดียวกันหรือวัดเจดีย์สูงอาจสร้างขึ้นภายหลังเล็กน้อย เพราะส่วนที่เป็นคูหาได้หายไปแล้ว (ศักดิ์ชัย สายสิงห์ 2547 : 89)
ทางด้านตะวันออกของเจดีย์ได้พบอัฒจันทร์ คือลายบนพื้นเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งซีก (ครึ่งวงกลม) มีลวดลายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ซึ่งเป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากศิลปะลังกา (สุภัทรดิศ ดิศกุล 2521 : 63)
นอกเหนือจากรูปแบบเจดีย์ที่จัดเป็นวิวัฒนาการในระยะหลังของสุโขทัยและสัมพันธ์กับจารึกที่กล่าวถึงด้วยแล้ว สถานที่ตั้งก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างงานในระยะหลังของสุโขทัย คืออยู่ในบริเวณนอกกำแพงเมือทางทิศใต้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวัดที่สร้างขึ้นในระยะหลัง เช่น วัดอโสการาม (ศักดิ์ชัย สายสิงห์ 2547 : 63) และวัดเจดีย์สูง
พระพิมพ์ที่พบจากกรุวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม ที่มีชื่อเสียงคือ พระนางพญาเสน่ห์จันทน์ ปางมารวิชัย เป็นพระเนื้อดินค่อนข้างหยาบ เปราะหักง่ายเพราะเป็นพระพิมพ์ที่บางมาก โดยกรมศิลปากรได้ขุดพบที่วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม จากนั้นพระพิมพ์เดียวกันนี้ยังได้ขุดพบที่วัดต้นจันทน์และวัดพญาดำตามลำดับ ขนาดองค์พระพิมพ์สูงประมาณ 3 ซ.ม. กว้างประมาณ 2.7 ซ.ม. ต่อมาในปี พ.ศ.2505-06 ทางกรมศิลปากรถึงได้รวบรวมพระพิมพ์นี้ทั้งหมดออกจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาองค์ละ 50 บาท
ฉ่ำ ทองคำวรรณ. “หลักที่ 46 ศิลาจารึกวัดตาเถรขึงหนัง.” ใน ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 3 : ประมวลจารึกที่พบในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางของประเทศไทย อันจารึกด้วยอักษรและภาษาไทย ขอม มอญ บาลีสันสกฤต. พระนคร : คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดี สำนักนายกรัฐมนตรี, 2508 : 70-74.
ฉ่ำ ทองคำวรรณ. “ศิลาจารึกวัดตาเถรขึงหนัง พุทธศักราช 1947.” ใน จารึกสมัยสุโขทัย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2527 : 356-360.
พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. นำชมอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2546.
ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะสุโขทัย : บทวิเคราะห์หลักฐานโบราณคดี จารึกและศิลปกรรม. กรุงเทพฯ : สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2547.
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). "จารึกวัดตาเถรขึงหนัง." ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย, 2550. สืบค้น 6 เมษายน 2569, จาก https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/121
สันติ เล็กสุขุม. ศิลปะสุโขทัย. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2540.
สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.จ. ศิลปสุโขทัย. กรุงเทพฯ :คณะกรรมการฝ่ายวัฒนธรรม ยูเนสโก, 2521.
อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย. ทำเนียบโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2561. สุโขทัย: อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย, 2561.