โพสต์เมื่อ 3 เม.ย. 2022
ชื่ออื่น : วัดคูหาภิมุข, วัดถ้ำคูหาภิมุข, วัดหน้าถ้ำ
ที่ตั้ง : เลขที่ 136 บ้านหน้าถ้ำ ม.1
ตำบล : หน้าถ้ำ
อำเภอ : เมือง
จังหวัด : ยะลา
พิกัด DD : 6.528737 N, 101.224914 E
เขตลุ่มน้ำหลัก : ปัตตานี
จากวงเวียนศาลหลักเมืองยะลา ใช้ทางหลวงหมายเลข 409 ทางไปอำเภอยะหา หรือมุ่งหน้าตำบลหน้าถ้ำ ไปตามถนนประมาณ 6.9 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายใช้ถนนที่มุ่งหน้าวัดคูหาภิมุข (ไปตามป้ายวัด) ประมาณ 500 เมตร จะพบวัดทางซ้ายมือ แหล่งโบราณคดีตั้งอยู่ที่ภูเขาด้านหลังวัด
ถ้ำคูหาภิมุข เปิดให้เข้าชมและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในถ้ำทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08:00 - 17:30 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (เฉพาะเยี่ยมชมถ้ำมืด มีค่าบริการ 20 บาท) ซึ่งนอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์ศรีวิชัย หรือหอวัฒนธรรมศรีวิชัย (วัดคูหาภิมุข) ที่เก็บโบราณวัตถุที่ได้มาจากวัดถ้ำ ภูเขากำปั่น วัดคูหาภิมุขยังมีทิวทัศน์ที่สวยงาม สงบเงียบ เหมาะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ และมีกิจกรรมให้อาหารลิง
วัดคูหาภิมุข, กรมศิลปากร, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 วันที่ 8 มีนาคม 2478 หน้า 3695
เขาวัดหน้าถ้ำ เป็นภูเขาหินปูนลูกโดด วางตัวในแนวทิศตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันอกเฉียงเหนือ มีความกว้างประมาณ 800 เมตร ยาวประมาณ 1,650 เมตร สูงประมาณ 216 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ภูเขาอยู่ห่างจากแม่น้ำปัตตานีมาทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร
ถ้ำสำคัญของภูเขาลูกนี้คือ ถ้ำพระ หรือ ถ้ำพระนอน หรือ ถ้ำพระพุทธไสยาสน์ หรือ ถ้ำแจ้ง ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขา ปัจจุบันอยู่ภายในบริเวณวัดคูหาภิมุข มีลักษณะเป็นถ้ำขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 37 เมตร ลึกประมาณ 56 เมตร สภาพภายในถ้ำปัจจุบันเป็นพื้นซีเมนต์ขัดมัน ปูพื้นด้วยกระเบื้องดินเผา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ 1 องค์ และพระพุทธรูปประทับนั่ง 18 องค์
แม่น้ำปัตตานี
ภูเขาหินปูนลูกโดดในหมวดหินถ้ำกระแซง กลุ่มหินราชบุรี ยุคเพอร์เมืยน อายุประมาณ 245-286 ล้านปีมาแล้ว (กรมทรัพยากรธรณี 2559)
เขาวัดหน้าถ้ำ เป็นภูเขาหินปูน วางตัวในแนวทิศตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันอกเฉียงเหนือ มีความกว้างประมาณ 800 เมตร ยาวประมาณ 1,650 เมตร สูงประมาณ 216 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ถ้ำสำคัญบนเขา ได้แก่
1. ถ้ำพระ หรือ ถ้ำพระนอน หรือ ถ้ำพระพุทธไสยาสน์ หรือ ถ้ำแจ้ง อยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเขาวัดหน้าถ้ำ ภายในบริเวณวัดคูหาภิมุข มีลักษณะเป็นถ้ำขนาดใหญ่ กว้างประมาณ 37 เมตร ลึกประมาณ 56 เมตร สภาพภายในถ้ำปัจจุบันเป็นพื้นซีเมนต์ขัดมัน ปูพื้นด้วยกระเบื้องดินเผา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ 1 องค์ และพระพุทธรูปประทับนั่ง 18 องค์
2. ถ้ำมืด ตั้งอยู่ห่างจากบันไดทางขึ้นถ้ำพระพุทธไสยาสน์ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 100 เมตร มีลักษณะเป็นถ้ำกว้างประมาณ 20 เมตร ลึกประมาณ 50 เมตร สภาพพื้นถ้ำเป็นดินแจ็ง ภายในมีหลายคูหา โดยคูหาแรกด้านทิศตะวันออก นำออกไปยังปากถ้ำอีกด้านหนึ่ง ซึ่งบนหน้าผาใกล้ปากถ้ำมีพระปรมาภิไธยย่อ ปปร ๒๔๗๑ หมายถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก ปรมราชาธิราช เสด็จพระราชดำเนินเมื่อ พ.ศ. 2471 ถ้ำแห่งนี้เคยมีรานงานการพบพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสี่กรสำริด พระสถูปสำริด และพระพุทธรูปสำริด
3. ถ้ำศิลป ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขาวัดหน้าถ้ำ โดยอยู่ห่างจากถ้ำมืดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1,100 เมตร ปากถ้ำอยู่สูงจากพื้นดินเชิงเขาประมาณ 28.20 เมตร ตัวถ้ำกว้าง 28 เมตร ลึกประมาณ 32.70 เมตร ปากถ้ำหันไปทางทิศใต้ เพดานถ้ำมีรูช่องแสงสองช่อง ภายในถ้ำมีภาพเขียนอยู่บนผนังสองด้าน โดยผนังอยู่ห่างกันประมาณ 9.67 เมตร ผนังด้านหนึ่งแสดงภาพกลุ่มคนเป่าลูกดอกและยิงธนู ซึ่งเป็นภาพยุคก่อนประวัติศาสตร์ และภาพยุคประวัติศาสตร์ แต่อยู่ในสภาพลบเลือน ฟนังอีกด้านหนึ่งเขียนภาพพระพุทธเจ้าและภาพพุทธประวัติบางตอน การขุดค้นทางโบราณคดีในปี พ.ศ. 2548 พบเศษภาชนะดินเผาเนื้อดิน ลูกปัดเปลือกหอย กระดูกสัตว์ เครื่องมือกระดูกปลายแหลม เครื่องมือหินขัด และชิ้นส่วนพระพิมพ์ดินดิบ รวมทั้งเคยมีการพบส่วนประกอบของเจดีย์จำลองในถ้ำแห่งนี้ด้วย
4. ถ้ำเสือ ในถ้ำแห่งนี้เคยขุดพบพระพิมพ์ดินดิบ โดยเฉพาะพระพิมพ์ภาพพระพุทธเจ้าศากยมุนี เนื้อดินสีขาวอมเหลือง
ประวัติวัดคูหาภิมุข (วัดหน้าถ้ำ)
วัดคูหาภิมุข หรือวัดหน้าถ้ำ เป็นวัดราษฎร์ ฝ่ายมหานิกาย สร้างขึ้นใน พ.ศ.2390 (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2565) โดยนายคงทอง เพ็ชรกล้า ชาวยะหริ่ง ได้อพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านหน้าถ้ำ ประกอบกับได้พบพระพุทธไสยาสน์ในถ้ำใกล้กับหมู่บ้าน จึงได้ขออนุญาตต่อพระยายะลา (พระยาณรงค์ฤทธิ์ศรีประเทศวิเศษวังษา) เพื่อขอสร้างวัด แล้วนิมนต์พระไชยทอง ฉตฺตกโร จากวัดเสื้อเมือง อ.สทิงพระ จ.สงขลา มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก (พ.ศ. 2390 – 2405) เรียกชื่อวัดว่า “วัดหน้าถ้ำ” และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดคูหาภิมุข” ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี (ภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์ และคณะ 2561: 259)
ในปี พ.ศ. 2405 – 2418 เจ้าอาวาสรูปที่ 2 คือ พระครูธรรมขันธ์ (เพ็ชร ฐิตวํโส) ซึ่งพุทธบริษัทได้นิมนต์มาจากวัดยุโป อำเมืองยะลา ในสมัยนี้ได้สร้างถาวรวัตถุขึ้นหลายอย่าง เช่น อุโบสถ (หลังเก่า) พระพุทธรูปก่อด้วยอิฐถือปูนขาวประทับนั่งแสดงปางต่าง ๆ ประดิษฐานไว้ในถ้ำจำนวน 15 รูป (พระพุทธรูปเหล่านั้นได้ชำรุด และมีการปฏิสังขรณ์ขึ้นภายหลัง) กุฏิถาวร 2 หลัง และศาลาการเปรียญ 1 หลัง
เจ้าอาวาสรูปที่ 3 (พ.ศ. 2418 – 2435) คือ พระศุข จนฺทสโร ในสมัยนี้ได้มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์ที่บรรจุอัฐิของพระครูธรรมขันธ์ แต่ยังไม่สำเร็จ ท่านก็ลาสิกขาเสียก่อน จากนั้นพระครูพรหมทอง จนฺทสิริ (พ.ศ. 2345 – 2470) เจ้าอาวาสรูปที่ 4 ซึ่งมาจากวัดตานีนรสโมสร ได้สร้างอนุสาวรีย์ต่อจนเสร็จ และได้พัฒนาถาวรวัตถุขึ้นหลายอย่าง ได้แก่ การปฏิสังขรณ์พระพุทธไสยาสน์ รวมถึงพระพุทธรูป 15 องค์ การสร้างบันไดชั้นล่างก่ออิฐถือปูนขาว เพื่อเป็นทางขึ้นถ้ำพระนอนหรือถ้ำพระพุทธไสยาสน์ การสร้างพระอุโบสถแบบก่ออิฐถือปูนขาวอย่างถาวร 1 หลัง กุฏิแบบถาวรเพิ่มเติมอีก 1 หลัง สร้างถนนข้ามลำห้วยและการขยายวัดออกสู่ด้านตะวันตกของลำห้วยอันเป็นที่ตั้งของวัดปัจจุบัน
เจ้าอาวาสรูปที่ 5 พระเลื่อน ปญญวนฺโต (พ.ศ. 2470 – 2471) รักษาการอยู่เพียง 1 ปี ต่อมาเจ้าอาวาสรูปที่ 6 คือ พระปาน อินทมุนี รักษาอยู่ 9 เดือน ก็ย้ายไปอยู่วัดอื่น
ในปี พ.ศ. 2472 พระพุทธไสยารักษ์ (นุ่ม เพ็ชรเกล้า) จากวัดตานีนรสโมสร ได้รับการแต่งตั้งให้มารักษาการเจ้าอาวาส อยู่ประมาณ 2 ปี จนกระทั่งปี พ.ศ. 2475 ได้เป็นเจ้าอาวาส สมัยนี้ได้สร้างความเจริญให้กับวัดคูหาภิมุขอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการสร้างถาวรวัตถุ จากข้อมูลในหนังสือ “ประวัติวัดคูหาภิมุข” ซึ่งเขียนโดยพระญาณโมลี วัดนารีนรสโมสร ปรากฏว่างานที่เจ้าอาวาสรูปนี้ได้กระทำ มีทั้งการสร้างเสนาสนะขึ้นใหม่ งานบำรุง ปรับปรุง ซ่อมแซม และการให้มีการศึกษาอบรมในช่วง ปี พ.ศ. 2473 จนถึงกลางปี พ.ศ. 2522 ประมาณ 250 รายการ ทั้งนี้เพราะท่านสามารถสร้างความศรัทธาขึ้นในหมู่พุทธบริษัทได้อย่างสูง จึงสามารถดำเนินกิจการของวัดให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว จนเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างของจังหวัดยะลา และในปี พ.ศ. 2472 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จมาประทับแรมที่วัดนี้ ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยย่อ ป.ป.ร. ไว้ที่ผาหินในบริเวณวัด
พระพุทธไสยารักษ์ มรณภาพเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2528 ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสรูปต่อมา คือพระครูพิทักษ์ธรรมสุนทร ซึ่งเป็นศิษย์ของพระพุทธไสยารักษ์ ที่เคยช่วยดำเนินกิจการของวัดมาก่อน พระครูพิทักษ์ธรรมสุนทร ได้ดำเนินตามแนวทางการพัฒนาวัดตามอาจารย์ของท่านคือ งานสร้างอุโบสถต่อจากที่ค้างอยู่ การสร้างพิพิธภัณฑ์หลังใหม่ขึ้นในบริเวณวัด และการพัฒนาหอวัฒนธรรมศรีวิชัยให้อำนวยประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง
ใน พ.ศ. 2518 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ เสด็จมาในพิธียกช่อฟ้าของอุโบสถ
สิ่งสำคัญภายในวัด
ล้วนแล้วแต่พบในถ้ำบนเขาซึ่งอยู่ในอาณาเขตของวัด ได้แก่
1. พระพุทธไสยาสน์วัดถ้ำ หรือ พระพุทธไสยาสน์วัดหน้าถ้ำ หรือ “พ่อท่านบรรทม” มีลักษณะเป็นพระพุทธไสยาสน์ เป็นพระพุทธรูปโบราณ มีความยาว 26.75 เมตร (ข้อมูลของวัดบางแหล่งระบุว่ามีความยาวประมาณ 81 ฟุต 1 นิ้ว หรือราว 24.71 เมตร) มีพญานาคปูนปั้น 2 ตน แผ่พังพานบริเวณใกล้เศียรพระพุทธไสยาสน์ เล่ากันว่าพระองค์นี้เดิมปั้นด้วยดินดิบ มีโครงไม้ไผ่ขัดสานเป็นตะแกรง ต่อมาราว พ.ศ. 2465 องค์พระถูกน้ำที่หยดจากเพดานถ้ำจนบริเวณพระอุระเป็นรูลึก พระครูพรหมทอง เจ้าอาวาสวัดหน้าถ้ำในขณะนั้น ได้ให้ช่างเอาเหล็กผูกประสานไว้แล้วเอาปูนโบกทับ และให้เก็บชิ้นส่วนซึ่งชำรุดแตกหักออกมานั้น เก็บไว้ในองค์พระ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถ์ทูล
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เกี่ยวกับพระพุทธไสยาสน์องค์นี้ว่า “...ไปถ้ำแจ้งนมัสการพระนอน พระในถ้ำนั้นไม่งามแต่เก่ามาก เผอิญได้พบนายหอม (หลวงสถานพิทักษ์) ซึ่งเป็นคนที่เกล้ากระหม่อมเคยใช้อยู่ที่กระทรวงโยธา กระทรวงส่งไปเป็นโยธาปักษ์ใต้ แกได้เป็นผู้ซ่อมแซมในพระนั้น แกว่า พระนอนนั้นปั้นด้วยดินดิบ ฝนตกลงมาถูกองค์พระชะเอาองค์พระแหว่งโหว่ไปแห่งหนึ่ง ในองค์พระกลางเดินใต้ตลอด อกเอาซีเมนต์แปะช่องที่โหว่ไว้ แม้พระพุทธรูปอื่น ๆ ในถ้ำนั้นก็ทำด้วยดินดิบเหมือนกัน...”
สันนิษฐานว่าพระองค์เดิมที่ทำจากดินดิบนั้น อาจสร้างร่วมสมัยกับภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในถ้ำศิลป อำเภอเมืองยะลา ราวพุทธศตวรรณที่ 22 หรือสมัยอยุธยาตอนต้น
2. รูปปั้นยักษ์ขนาดใหญ่เรียกว่า “พ่อท่านเจ้าเขา” ซึ่งคอยปกปักษ์รักษาภูเขาวัดหน้าถ้ำตลอดมา
3. อุโบสถหลังเก่า และพิพิธภัณฑ์ศรีวิชัย หรือหอวัฒนธรรมศรีวิชัย (วัดคูหาภิมุข) อุโบสถหลังเก่าสร้างขึ้นในสมัย พระครูธรรมขันธ์ (เพ็ชร ฐิตวํโส) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 2 (พ.ศ. 2405 – 2415) โดยอุโบสถตั้งอยู่บนเนินเขาบริเวณทางขึ้นสู่ถ้ำซึ่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ปัจจุบันถูกดัดแปลงเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ หรือ “หอวัฒนธรรมศรีวิชัย” ที่เก็บและจัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้มาจาก วัดถ้ำ ภูเขากำปั่น มีทั้งพระพิมพ์ดินดิบ พระพุทธรูปศิลา สถูปเม็ดพระศก อิฐฐานพระพุทธรูป สภาพทั่วไปของอาคารหลังนี้เป็นอาคารผังรูปสี่เหลี่ยม ก่ออิฐถือปูน และมีกำแพงแก้วล้อมรอบ โครงสร้างและหลังคาทำด้วยไม้ ประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ หลังคามุงกระเบื้องดินเผา หน้าบันเขียนเป็นรูปช้างเราวัณ
4. พระพิมพ์และโบราณวัตถุอื่น ๆ ภายในบริเวณถ้ำพระพุทธไสยาสน์ หรือถ้ำพระนอน พบหลักฐานทางโบราณคดีจำนวนมากที่แสดงถึงการรับเอาอิทธิพลทางศาสนาและรูปแบบศิลปกรรมจากวัฒนธรรมภายนอก เช่น สถูปสำริด ที่สันนิษฐานว่าอาจเป็นสิ่งของที่นำเข้ามาจากอินเดีย กำหนดอายุสมัยในราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 14 ถึงกลางพุทธศตวรร? 15 พระพุทธรูปสำริดประทับยืนตริภังค์ อายุราวกลางพุทธศตวรรษ 14 ถึงกลางพุทธศตวรรษ 15 พระพิมพ์ดินดิบและพระพิมพ์ดินเผาซึ่งมีลักษณะเป็นพระพิมพ์ในศาสนาพุทธแบบมหายาน ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันบางส่วนจัดแสดงอยู่ในหอวัฒนธรรมศรีวิชัย วัดคูหาภิมุข
5. จารึกพระปรมาภิไธยย่อ “ปปร ๒๔๗๑” ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ที่หน้าถ้ำมืด (ภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์ และคณะ 2561: 259) หมายถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก ปรมราชาธิราช เสด็จพระราชดำเนินเมื่อ พ.ศ. 2471 (ตามการนับแบบเดิม ซึ่งหากนับปฏิทินปัจจุบัน จะตรงกับ พ.ศ. 2472) โดยในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี โดยได้เสด็จมาประทับแรมที่วัดแห่งนี้ด้วย
ประวัติพิพิธภัณฑ์ศรีวิชัย หรือหอวัฒนธรรมศรีวิชัย (วัดคูหาภิมุข)
ในปี พ.ศ. 2500 พระครูพิทักษ์ธรรมสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดคูหาภิมุข (วัดหน้าถ้ำ) พร้อมด้วยชาวบ้านตำบลหน้าถ้ำ ได้ช่วยกันรวบรวมโบราณวัตถุดังกล่าว มาเก็บไว้ที่หน้าถ้ำมืดส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งชาวบ้านขุดค้นได้ ต่างก็นำไปเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว
พระครูพิทักษ์ธรรมสุนทร และคณะสงฆ์ ต่างเกรงว่าโบราณวัตถุเหล่านั้นจะแยกย้ายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ และอาจสูญหายได้ จึงขอร้องชาวบ้านให้ช่วยกันบริจาคให้วัด โดยวัดจะเป็นผู้เก็บรักษาไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาและชื่มชมกันต่อไป ชาวบ้านต่างก็เข้าใจในเจตนาดีของท่านพระครู จึงนำโบราณวัตถุมาบริจาคกันจำนวนมาก
กระทั่งทางวัดคูหาภิมุข ร่วมกับคณะกรรมการโรงเรียนวัดหน้าถ้ำ ได้ริเริ่มจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพ่อรวบรวมโบราณวัตถุในท้องถิ่นมาเก็บไว้ในที่เดียวกัน เพื่อสาธารณศึกษา และเพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่น ที่มีโบราณวัตถุอันเป็นมรดกวัฒนธรรมที่มีค่า ตลอดจนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาทัศนศึกษาในพื้นที่บริเวณนี้
ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2523 พระครูพิทักษ์ธรรมสุนทร ได้เริ่มจัดแสดงโบราณวัตถุเป็นการชั่วคราว โดยใช้อาคารราษฎร์บูรณะ ในพื้นที่โรงเรียนวัดหน้าถ้ำ (พุทธไสยานุสรณ์) ครั้งนั้นมีตู้จัดแสดง 1 ใบ จานแหว่ง 1 ใบ พระพิมพ์ดินดิบ 1 องค์ ต่อมาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2523 มีตู้จัดแสดงเพิ่มเป็น 5 ใบ ใส่ถ้วยจานโบราณ 3 ตู้ พระพิมพ์ดินดิบ 2 ตู้
วันที่ 27 กรกฎาคม 2523 ทำพิธีสมโภช และทำบุญอุทิศให้กับเจ้าของผู้ล่วงลับ ชาวบ้านที่มีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคตู้เพิ่มเติมเป็น 7 ใบ ใส่จานถ้วยโบราณและเวินเก่า 4 ตู้ พระพิมพ์ดินดิบ 3 ตู้
เมื่อชาวบ้านต่างเห็นความสำคัญกันมากขึ้น ทางโรงเรียนวัดหน้าถ้ำร่วมกับทางจังหวัด จึงจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ศรีวิชัยขึ้น ประกอบไปด้วยคณะกรรมการ คือ พ่อค้า ประชาชน และข้าราชการจังหวัดยะลา โดยพระครูพิทักษ์ธรรมสุนทร เป็นผู้นำในการจัดหางบประมาณก่อสร้าง จนเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2523 ได้รับอนุญาตจากพระพุทธไสยารักษ์ เจ้าอาวาส ได้ทำพิธียกเสาเอกจัดสร้างอาคาร 2 ชั้น ขนาด 6x9 เมตร ในที่ดินของโรงเรียนวัดหน้าถ้ำ อาคารสร้างเสร็จในวันที่ 10 กันยายน 2524 ด้วยงบประมาณ 109,119 บาท จนในปี พ.ศ. 2525 ทำพิธีเปิดอาคาร “หอวัฒนธรรมศรีวิชัย” ในพื้นที่โรงเรียนวัดหน้าถ้ำ
หลังจากที่จัดแสดงอยู่ระยะหนึ่ง พ.ศ. 2528 ก็ได้ย้ายโบราณวัตถุเหล่านี้ไปเก็บรักษาไว้ที่อุโบสถเก่าภายในวัดคูหาภิมุข และเปลี่ยนชื่ออุโบสถหลังเก่าเป็น “หอวัฒนธรรมศรีวิชัย” ในครั้งนี้มีการตัดทำทะเบียนโบราณวัตถุใหม่ให้เป็นระบบ โดยมีเจ้าหน้าที่จากวิทยาลัยครูยะลาเป็นผู้ดำเนินการ
26 มกราคม 2548 สำนักศิลปากรที่ 13 สงขลา มอบหมายให้ บริษัท ชาญรุ่งโรจน์ จำกัด เข้าดำเนินการบูรณะและปรับปรุงหอวัฒนธรรมศรีวิชัย
30 มกราคม 2559 นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ตรวจเยี่ยมหอวัฒนธรรมศรีวิชัย และมีบัญชาให้สำนักศิลปากรที่ 13 สงขลา ดำเนินการปรับปรุงการจัดแสดงภายในหอวัฒนธรรมศรีวิขัย และเริ่มดำเนินในปี พ.ศ. 2560
กรมทรัพยากรธรณี. การจำแนกเขตเพื่อการจัดการด้านธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณีจังหวัดยะลา. กรุงเทพฯ: บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จํากัด (มหาชน), 2559.
กรมศิลปากร. "ภูเขาวัดหน้าถ้ำ(วัดคูหาภิมุข)(หรือวัดถ้ำคูหาภิมุข)" ระบบภูมิสารสนเทศ แหล่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรม. (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 15 มกราคม 2565. เข้าถึงจาก http://gis.finearts.go.th/fineart/
ภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์, ศิริพร สังข์ศิริ, และธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์. 247 โบราณสถานภาคใต้ที่ขึ้นทะเบียนแล้วและข้อมูลหลักฐานใหม่ทางโบราณคดี. นครศรีธรรมราช : สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช, 2561.
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. ระบบทะเบียนวัด. (ออนไลน์). เข้าถึงเมื่อ 15 มกราคม 2565. เข้าถึงจาก http://binfo.onab.go.th/Temple/Temple-List-view.aspx