ปากจั่น


โพสต์เมื่อ 17 มิ.ย. 2022

ที่ตั้ง : ม.11 บ้านปากจั่น ต.ปากจั่น อ.กระบุรี

ตำบล : ปากจั่น

อำเภอ : กระบุรี

จังหวัด : ระนอง

พิกัด DD : 10.52601 N, 98.835227 E

เขตลุ่มน้ำหลัก : กระบุรี

เขตลุ่มน้ำรอง : คลองหลีก, คลองจั่น

เส้นทางเข้าสู่แหล่ง

จากตัวเมืองระนองมาตามถนนเพชรเกษม เข้าสู่อำเภอกระบุรี เมื่อถึงแยกอำเภอกระบุรี (สีแยกไฟแดง) ตรงเข้าสู่ตำบลปากจั่น ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร จะถึงอบต.ปากจั่น จากนั้นเดินทางอีกประมาณ 1 กิโลเมตร โดยผ่านคลองหลีก ถึงสามแยกศาลาแดง จะถึงบริเวณแหล่งโบราณคดีปากจั่น ตั้งอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 538 – 539 ซึ่งแหล่งโบราณคดีปากจั่นพบโบราณวัตถุกระจายตัวอยู่บริเวณหมู่ที่ 3,4,7,10 และ 11 ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี

ประโยชน์ทางการท่องเที่ยว

ไม่เป็นแหล่งท่องเที่ยว

การขึ้นทะเบียน

ไม่ขึ้นทะเบียน

ภูมิประเทศ

ที่ราบ

สภาพทั่วไป

ลักษณะเป็นที่ราบ มีแม่น้ำไหลผ่าน 2 สาย คือ คลองหลีก และคลองจั่น ส่วนทางด้านทิศตะวันตกติดกับคลองกระบุรี จึงทำให้สามารถเดินทางไป-มาออกสู่ทะเลอันดามันได้อย่างสะดวก ปัจจุบันมีการปรับพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ในบางจุด ชุมชนโบราณแห่งนี้กระจายตัวอยู่ทั้งสองด้านของถนน เพชรเกษม ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 537-538 และอยู่ในบริเวณที่ทางรถไฟเก่าของทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัดผ่าน ทางรถไฟนี้ยังคงเหลือสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ในบางจุดเช่นกัน 

ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

14 เมตร

ทางน้ำ

เป็นพื้นที่บรรจบของคลองหลีก (ลำน้ำย่อยของคลองจั่น) กับคลองจั่น (ลำน้ำย่อยของแม่น้ำกระบุรี)

สภาพธรณีวิทยา

พื้นที่แหล่งโบราณคดีเป็นพื้นที่บรรจบของคลองหลีก (ลำน้ำย่อยของคลองจั่น) กับคลองจั่น (ลำน้ำย่อยของแม่น้ำกระบุรี) เกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำพาและตะกอนตะพักลำน้ำ หินพื้นฐานเป็นหินตะกอน

ประวัติการศึกษา

ชื่อผู้ศึกษา : บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ, กรมศิลปากร

ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2550

วิธีศึกษา : สำรวจ

องค์กรร่วม / แหล่งทุน : กรมศิลปากร

ผลการศึกษา :

เดือนสิงหาคม พ.ศ.2550 สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต กรมศิลปากร นำทีมโดย ร.อ.บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ได้ดำเนินการสำรวจแหล่งโบราณคดีแห่งนี้ ในบริเวณหมู่ที่ 3,4,7,10 และ 11 พบโบราณวัตถุสำคัญได้แก่ ลูกปัดแก้วสีเดียวหลากสี เช่น สีเหลือง เขียว แดง ฟ้า และทองเป็นต้น ลูกปัดหินคาร์เนเลียนและอาเกต เศษภาชนะดินเผา ทั้งเนื้อดิน เนื้อแกร่งและเครื่องถ้วยจีนรุ่นหลัง กระจายอยู่ทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณหมู่ที่ 11 ซึ่งในบริเวณดังกล่าวยังพบแนวคันดินที่ถมเพื่อสร้างทางรถไฟ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

ชื่อผู้ศึกษา : กรมศิลปากร

ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2553

วิธีศึกษา : สำรวจ, ขุดค้น

องค์กรร่วม / แหล่งทุน : กรมศิลปากร

ผลการศึกษา :

ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม พ.ศ.2553 สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต ได้เล็งเห็นความสำคัญของบ้านปากจั่น จึงทำการสำรวจอีกครั้งพร้อมกับดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดี จำนวน 2 หลุมขุดค้น เพื่อศึกษาหาอายุสมัยของแหล่งโบราณคดีนี้

ชื่อผู้ศึกษา : ธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์, สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช

ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2560

วิธีศึกษา : ขุดค้น, ขุดกู้

องค์กรร่วม / แหล่งทุน : กรมศิลปากร

ผลการศึกษา :

การขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีปากจั่น บริเวณหมู่ 11 ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง พ.ศ.2560 เนื่องจากกรมทางหลวงจะดำเนินการก่อสร้างขยายทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) สายชุมพร-ระนอง ตอน 4 บริเวณ กม.537+575 ซึ่งบางส่วนเป็นพื้นที่ที่พบหลักฐานทางโบราณคดี ของแหล่งโบราณคดีปากจั่น การดำเนินงานครั้งนี้ดำเนินการโดยกลุ่มโบราณคดีและอนุรักษ์โบราณสถาน สาขาภูเก็ต สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช ซึ่งดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีระหว่างวันที่ 15-25 สิงหาคม พ.ศ.2560 โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดระนอง องค์การบริหารส่วนตำบลปากจั่น ผู้ใหญ่บ้านและราษฎร หมู่ 11 บ้านปากจั่น แขวงทางหลวงระนอง และบริษัททองมาคอนแทรกเตอร์ จำกัด โดยทำการขุดค้นจำนวน 2 หลุม ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการขยายถนนครั้งนี้ จากการขุดค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ ได้แก่ ลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว เศษแก้ว ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา และดินเผาไฟ

ชื่อผู้ศึกษา : ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ปีที่ศึกษา : พ.ศ.2565

วิธีศึกษา : ศึกษาลูกปัด

องค์กรร่วม / แหล่งทุน : กรมศิลปากร

ผลการศึกษา :

14 มกราคม 2565 ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ออกรายงานผลการวิเคราะห์โบราณวัตถุด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ ในโครงการขุดค้นแหล่งโบราณคดีปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ปี พ.ศ.2560 โดยทดสอบธาตุเอกซเรย์ปลูออเรสเซนต์ แบบกระจายความยาวคลื่น (WD-XRF) โบราณวัตถุประเภทลูกปัด จำนวน 25 ตัวอย่าง และทดสอบลักษณะทางกายภาพ (FE-SEM) เพื่อทำการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและอัตราส่วนที่ใช้ในการผลิตโบราณวัตถุประเภทลูกปัด จำนวน 5 ตัวอย่าง

ประเภทของแหล่งโบราณคดี

แหล่งอยู่อาศัย, เส้นทางเดินทัพ, แหล่งค้าขาย/เมืองท่า/ตลาด

สาระสำคัญทางโบราณคดี

พื้นที่แหล่งโบราณคดีปากจั่น ตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษม ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง มีคลองจั่นไหลผ่านด้านทิศเหนือ และคลองหลีกผ่านทางทิศใต้ คลองทั้งสองไหลไปรวมกับแม่น้ำกระบุรี ซึ่งเป็นแม่น้ำที่เป็นพรมแดนระหว่างไทยกับเมียนมา (ธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์, 2561: 205)

จากการขุดค้นแหล่งโบราณคดีปากจั่นโดยกรมศิลปากร (เชาวณา ไข่แก้ว และคณะ, 2553?; บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ, 2550; ธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์, 2561) พบชั้นทัมถมทางวัฒนธรรม เรียงลำดับตามอายุสมัยเก่าสุด ถึง ใหม่สุด ได้ดังนี้

สมัยที่ 1 สมัยที่พบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์

จากการสำรวจและขุดค้น พบโบราณวัตถุที่สำคัญ เช่น ลูกปัดหินอาเกต หินคาร์เนเลียน ลูกปัดแก้วหลากสี และเศษภาชนะดินเผาเนื้อดินธรรมดาในบริเวณนี้ อาจกล่าวได้ว่าบริเวณบ้านปากจั่น เคยเป็นชุมชนขนาดเล็กหรือจุดแวะพัก ซึ่งมีความสำคัญด้านการค้า จากคำบอกเล่าว่าในอดีตเคยพบท่าเรือในบริเวณหลังสถานีตำรวจภูธรตำบลปากจั่น  โดยใช้คลองหลีกเป็นเส้นทางเดินเรือจากแม่น้ำกระบุรี เข้าสู่บ้านปากจั่น  จากการสำรวจพื้นที่พบทางน้ำจริง แต่มีลักษณะที่เหือดแห้งมานาน จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า เป็นทางน้ำใหญ่ถึงขนาดมีเรือเข้ามาจอดได้หรือไม่

จากการหาค่าอายุด้วยวิธีเรืองแสงความร้อน (Thermoluminescence) จากชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อดิน ได้ค่าอายุ 1,799±55 ปีมาแล้ว (ค.ศ. 96-206) หรือราวพุทธศตวรรษที่ 7-8 (ธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์, 2561: 206)

ผลการวิเคราะห์ด้วยวิธีศิลาวรรณา (Petrographic Analysis) จากตัวอย่างชิ้นส่วนภาชนะดินเผา 4 ส่วน ได้แก่ ขอบปาก คอ ลำตัว และขา พบว่าเนื้อดินมีองค์ประกอบแร่คล้ายคลึงกัน ประกอบด้วยแร่ควอทซ์ เฟลด์สปาร์ ไบโอไทต์ เศษไมกา และแร่เหล็กออกไซด์ ซึ่งสัมพันธ์กับแหล่งดินธรรมชาติในพื้นที่ใกล้เทือกเขาหินแกรนิตและแหล่งน้ำสำคัญของแหล่งโบราณคดีปากจั่น จังหวัดระนอง จึงสันนิษฐานได้ว่าภาชนะผลิตจากวัตถุดิบในท้องถิ่น การขึ้นรูปใช้แป้นหมุน โดยสังเกตจากการเรียงตัวของเนื้อดินในทิศทางเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ บางตัวอย่างมีการผสมดินเชื้อ (grog) และเศษแกลบเผาเพื่อเพิ่มความแข็งแรง กระจายความร้อน ลดน้ำหนัก และเพิ่มความพรุนของภาชนะ ด้านการตกแต่งผิวพบสีแดงน้ำตาลจากแร่เหล็กออกไซด์ บางชิ้นมีร่องรอยการรมควันหรือการใช้งาน และชิ้นส่วนคอภาชนะมีการทาน้ำดินสีแดงเข้มเคลือบผิวภายนอก การเผาใช้อุณหภูมิประมาณ 400–550 องศาเซลเซียส ซึ่งยังคงรักษาโครงสร้างแร่ดินเหนียวเดิมและมีอินทรียวัตถุหลงเหลืออยู่ จัดเป็นภาชนะประเภทเนื้อดิน (Earthenware) ผลการศึกษาสะท้อนว่าช่างผู้ผลิตมีความรู้และเทคนิคการผลิตที่ดี อาจได้รับอิทธิพลหรือการถ่ายทอดความรู้จากภายนอกและปรับใช้กับทรัพยากรในพื้นที่ อีกทั้งลักษณะเนื้อดินและส่วนผสมยังคล้ายภาชนะยุคก่อนประวัติศาสตร์ จึงเป็นไปได้ว่าบริเวณปากจั่นมีการตั้งถิ่นฐานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนพัฒนาสู่ชุมชนเมืองท่าที่มีบทบาทเชื่อมโยงเครือข่ายการค้าข้ามคาบสมุทรในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของภาคใต้ (ธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์, 2561: 207)

ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของลูกปัดแก้วและเศษแก้วจำนวน 25 ตัวอย่างด้วยเครื่องเอกซเรย์ฟลูออเรสเซนต์แบบกระจายความยาวคลื่น (WD-XRF) พบว่าวัสดุทั้งหมดมีองค์ประกอบหลักเป็นซิลิกา (SiO) ร้อยละ 50–70 ร่วมกับออกไซด์กลุ่มอัลคาไลและอัลคาไลน์เอิร์ท เช่น NaO, KO, CaO และ MgO รวมถึงออกไซด์ของโลหะอื่น ๆ เช่น FeO, AlO และ CuO ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของวัสดุประเภทแก้ว โดยส่วนใหญ่เป็นแก้วชนิดโซดาไลม์ (Soda-lime glass) ที่มีโซเดียมสูง ใช้เป็นสารช่วยลดจุดหลอมเหลว และมีแคลเซียมออกไซด์ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความคงทนของเนื้อแก้ว พร้อมทั้งเติมธาตุต่าง ๆ เพื่อสร้างสีสัน ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่าพื้นที่แหล่งโบราณคดีปากจั่นและบริเวณใกล้เคียงมีทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อต่อการผลิตแก้ว ทั้งแหล่งแร่ควอทซ์จากหินแกรนิต แร่เฟลด์สปาร์ที่ให้อะลูมินา รวมถึงแหล่งหินปูน เปลือกหอย และปะการังที่เป็นแหล่งแคลเซียม อีกทั้งมีเส้นทางคมนาคมทางน้ำเชื่อมต่อสู่ทะเลอันดามันซึ่งอาจเอื้อต่อการจัดหาวัตถุดิบและการค้า เมื่อจำแนกตามองค์ประกอบทางเคมี พบลูกปัดแก้ว 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแก้วโซดา-แคลเซียม-อะลูมินา (m-Na-Ca-Al) 8 ตัวอย่าง กลุ่มแก้วโซดา-อะลูมินา (m-Na-Al) 7 ตัวอย่าง กลุ่มแก้วโซดา-แคลเซียม (m-Na-Ca) 3 ตัวอย่าง กลุ่มแก้วขี้เถ้าพืชที่มีอะลูมินาสูง (v-Na-Ca) 2 ตัวอย่าง และกลุ่มที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ 5 ตัวอย่าง สะท้อนถึงความหลากหลายของเทคโนโลยีการผลิตและแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายการผลิตและการค้าของชุมชนโบราณในพื้นที่ปากจั่น (ธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์, 2561: 207-208)

ผลการวิเคราะห์ลูกปัดแก้วจำนวน 5 ตัวอย่างด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดและอุปกรณ์วิเคราะห์ธาตุ (SEM-EDS) ยืนยันผลการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีที่ได้จากเทคนิค WD-XRF ว่าตัวอย่างทั้งหมดเป็นแก้วที่มีซิลิกาเป็นองค์ประกอบหลัก ร่วมกับโซเดียม แคลเซียม อะลูมินา และธาตุอื่น ๆ ที่ใช้ในการปรับคุณสมบัติและสร้างสีของแก้ว ภาพถ่ายกำลังขยายสูงแสดงให้เห็นว่าเนื้อแก้วหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์ มีความละเอียดและสม่ำเสมอ สะท้อนถึงความรู้และเทคโนโลยีการผลิตแก้วที่สามารถควบคุมอุณหภูมิการหลอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้โซเดียมและตะกั่วช่วยลดจุดหลอมเหลว นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการแตกร้าวและการสึกกร่อนจากการใช้งานและการฝังตัวในดินเป็นเวลานาน รวมทั้งพบธาตุคาร์บอนตกค้างซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นขี้เถ้าพืชที่เติมลงไปในกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดสีต่าง ๆ ผลการเปรียบเทียบกับแหล่งโบราณคดีอื่นพบว่าลูกปัดแก้วจากปากจั่นแตกต่างจากแหล่งเขาสามแก้ว เขาเสก และภูเขาทองตรงที่ไม่พบแก้วกลุ่มโพแทส แต่มีความคล้ายคลึงในกลุ่มแก้วโซดา แก้วอะลูมินา และแก้วขี้เถ้าพืชที่มีแคลเซียมสูง รวมถึงมีความสัมพันธ์กับแก้วโซดาไลม์จากแหล่งควนลูกปัด จังหวัดกระบี่ โดยตัวอย่างส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มแก้วโซดาสูง (m-Na-Ca-Al) และแก้วอะลูมินา (m-Na-Al) ซึ่งสะท้อนถึงเครือข่ายการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนโบราณในภาคกลาง ภาคใต้ คาบสมุทรมลายู และเอเชียใต้ ทั้งยังชี้ว่าแก้วส่วนใหญ่เป็นแก้วโซดาไลม์ที่มีซิลิกา โซเดียม และแคลเซียมออกไซด์สูง ผสมเศษแก้วนำเข้าและขี้เถ้าพืชเพื่อช่วยการหลอมและสร้างสี มีความแข็งแรง ทนทาน และสามารถนำกลับมาหลอมใช้ใหม่ได้ โดยมีความสัมพันธ์ทางองค์ประกอบกับหลักฐานจากแหล่งโบราณคดีสำคัญในภาคใต้ เช่น ภูเขาทอง คลองท่อม เขาสามแก้ว ตลอดจนเชื่อมโยงกับเครือข่ายการผลิตแก้วในมาเลเซีย อินเดีย จีน ตะวันออกกลาง และโลกโรมัน (ธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์, 2561: 209-210)

ดังนั้น จึงอาจสันนิษฐานในภาพรวมของยุคสมัยที่ 1 นี้ได้ว่า บริเวณแหล่งโบราณคดีปากจั่น น่าจะเป็นแหล่งเมืองท่าจุดย่อยหรือจุดรองจากแหล่งเมืองท่าหลักในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว ได้แก่ ภูเขาทอง อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง, คลองท่อมหรือควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และเขาสามแก้ว อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เนื่องมาจากตำแหน่งที่ตั้งที่อยู่ไม่ไกลจากเส้นทางน้ำที่สามารถเชื่อมต่อออกสู่ทะเลอันดามัน และหลักฐานที่พบส่วนมากเป็นเครื่องประดับประเภทลูกปัดแก้วและภาชนะดินเผา แต่ไม่ปรากฏความหลากหลายโดดเด่นเท่าเมืองท่าหลัก แต่ก็พบว่ามีการผลิตลูกปัดแก้วและภาชนะดินเผาที่ทำขึ้นในพื้นที่ปากจั่น โดยภาชนะดินเผาบางส่วนอาจมีการผลิตและใช้สืบเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์ (ธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์, 2561: 210) เช่นเดียวกับแหล่งโบราณคดีที่เป็นเมืองรองอื่น ๆ ในพื้นที่ เช่น แหล่งโบราณคดีบ้านนาเหนือ แหล่งโบราณคดีเขากล้วย แหล่งโบราณคดีไร่ใน แหล่งโบราณคดีบางหว้า เป็นต้น  ซึ่งอาจแสดงให้เห็นถึงระบบการค้าขายแลกเปลี่ยนหรือความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนภายในภูมิภาคได้อีกด้วย 

จากหลักฐานต่าง ๆ ที่พบสะท้อนให้เห็นถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ที่สามารถเชื่อมโยงกับเมืองท่าหลักดังกล่าวทั้งโดยตรงและโดยอ้อม สิ่งที่ชัดเจนมากคือความสัมพันธ์เชิงเทคโนโลยีทางด้านการผลิตลูกปัดแก้วที่มีการถ่ายทอดโดยผู้เชี่ยวชาญจากดินแดนโพ้นทะเล และได้นำมาสู่ชุมชนเมืองท่าทางฝั่งตะวันตกของไทยปัจจุบัน กระทั่งอาจกลายเป็นแหล่งที่สามารถสนับสนุนทรัพยากรและสินค้าให้กับเมืองท่าหลัก และเป็นแหล่งผลิตลูกปัดแก้วแหล่งหนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ เช่นเดียวกับชุมชนที่แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง คลองท่อมหรือควนลูกปัด และเขาสามแก้ว จึงอาจแสดงถึงความสำคัญของแหล่งโบราณคดีปากจั่น ในฐานเมืองท่ารองในเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทร ที่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าทางทะเลของโลก (ธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์, 2561: 210)

สมัยที่ 2 สมัยอยุธยาตอนปลาย – สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช)

หลักฐานเมืองปากจั่นกลับมาปรากฏอีกครั้งในสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าแต่เดิมชื่อบ้านประจัน เป็นเมืองหน้าด่านยามสู้รบกับพม่า จากหลักฐานที่พบเป็นกำแพงเมืองสามด้านล้อมรอบสถานีตำรวจภูธรตำบลปากจั่น และพบคูน้ำคันดิน ซึ่งห่างจากสถานีตำรวจไปทางทิศตะวันออกราว 10 กิโลเมตร คูน้ำนี้เชื่อมต่อระหว่างคลองจั่นและคลองหลีก ซึ่งอาจใช้เป็นพรมแดนธรรมชาติ ในการป้องกันข้าศึกได้  ตามพงศาวดารพม่ารบไทย ได้กล่าวถึงกำแพงและคูเมืองนี้ เมื่อพ.ศ.2329 ในรัชสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

สมัยที่ 3 สมัยรัตนโกสินทร์

เนื่องจากเส้นทางน้ำจากคลองหลีกเปลี่ยนสาย ไปรวมกับคลองจั่นและคลองเงินลงสู่แม่น้ำกระบุรี  ทางน้ำเดิมจึงเหือดแห้งตามกาลเวลา เป็นเพียงลำธารเล็กๆและร่องน้ำแห้งๆ เรียกว่าคลองตาย  บริเวณที่เป็นท่าเรือเมื่ออดีต ก็กลายสภาพเป็นเกาะเรียกบ้านเกาะกลาง ผู้คนเริ่มย้ายถิ่นฐานลงมาตั้งบ้านเรือนที่มะมุและทับหลีมากขึ้น  ประกอบกับการสงครามพม่า-ไทยสิ้นสุด เป็นผลให้บ้านปากจั่นลดฐานะบทบาททางด้านการค้าขายและเมืองหน้าด่านลง

สมัยที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2433 พระบาทสมเด็จพระเจ้าจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประพาสแหลมมลายู ได้มาประทับแรมที่พลับพลาวังทู้ 1 ราตรี หรือปัจจุบันเรียกว่า "ดอนพลับพลา" ในหมู่ที่ 2 ตำบลปากจั่น และทรงจารึกศิลาจารึก จ.ป.ร. ที่แดนจังหวัดชุมพร-ระนองหรือที่บ้านท่าศาร

เมื่อ พ.ศ.2452 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยเป็นพระยุพราช ก็ได้เสด็จประทับที่พลับพลาวังทู้ 1 ราตรี เช่นกัน 

สมัยที่ 5 สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นต้นมา

คราวสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารญี่ปุ่นได้ สร้างทางรถไฟจากฝั่งอ่าวไทยไปยังฝั่งอันดามันขึ้น เพื่อความสะดวกในการสร้าง จึงมีการเปลี่ยนเส้นทางน้ำคลองหลีกเล็กน้อย ภายหลังทางรถไฟโดนรื้อ เหลือเพียงเนินดินและกรวด ในสมัยต่อมา เมื่อมีการสร้างสถานีตำรวจภูธรตำบลปากจั่นขึ้น  จึงทำลายกำแพงเมืองโบราณลง และสร้างรั้ว ขึ้นมาแทน 


สรุป แหล่งโบราณคดีปากจั่น จังหวัดระนอง เป็นชุมชนโบราณที่มีพัฒนาการต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยหลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าในช่วงแรกเริ่มประวัติศาสตร์เมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว พื้นที่แห่งนี้เป็นชุมชนที่มีบทบาทสำคัญในเครือข่ายการค้าข้ามคาบสมุทรและการค้าทางทะเลฝั่งอันดามัน แม้จะมีขนาดเล็กกว่าเมืองท่าหลักอย่างเขาสามแก้ว ควนลูกปัด และภูเขาทอง แต่มีศักยภาพในฐานะเมืองท่ารองหรือจุดพักสินค้าที่เชื่อมต่อเส้นทางน้ำสู่แม่น้ำกระบุรีและทะเลอันดามัน หลักฐานที่พบทั้งภาชนะดินเผา ลูกปัดแก้ว และเศษแก้ว แสดงให้เห็นถึงการผลิตในท้องถิ่นควบคู่กับการรับอิทธิพลเทคโนโลยีจากภายนอก โดยภาชนะดินเผาผลิตจากวัตถุดิบในพื้นที่และมีเทคนิคการผลิตที่สืบทอดมาตั้งแต่ปลายยุคก่อนประวัติศาสตร์ ขณะที่ลูกปัดแก้วและเศษแก้วส่วนใหญ่เป็นแก้วโซดาไลม์ที่มีองค์ประกอบและเทคโนโลยีการผลิตเชื่อมโยงกับแหล่งโบราณคดีสำคัญในภาคใต้ รวมถึงเครือข่ายการค้าและการผลิตแก้วจากอินเดีย คาบสมุทรมลายู จีน ตะวันออกกลาง และโลกโรมัน สะท้อนถึงการติดต่อแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงต้นรัตนโกสินทร์ ปากจั่นมีบทบาทเป็นเมืองหน้าด่านป้องกันพม่า มีคูเมืองและกำแพงเมืองปรากฏในหลักฐานประวัติศาสตร์ ก่อนที่ความสำคัญจะลดลงจากการเปลี่ยนแปลงเส้นทางน้ำและการสิ้นสุดสงครามไทย–พม่า อย่างไรก็ตาม พื้นที่ยังคงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ที่เสด็จประพาสและประทับแรม ณ บริเวณนี้ ดังนั้น ภาพรวมของแหล่งโบราณคดีปากจั่นจึงสะท้อนพัฒนาการของชุมชนชายฝั่งตะวันตกที่เริ่มจากชุมชนผลิตและค้าขายในเครือข่ายการค้าข้ามคาบสมุทร พัฒนาสู่เมืองหน้าด่านทางการเมืองและการทหาร ก่อนจะเปลี่ยนบทบาทไปตามสภาพภูมิศาสตร์และบริบททางประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมา


ผู้เรียบเรียงข้อมูล-ผู้ดูแลฐานข้อมูล

พิมพ์ชนก พงษ์เกษตร์กรรม์, ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล

บรรณานุกรม

เชาวณา ไข่แก้ว และคณะ. รายงานการขุดค้นเบื้องต้นแหล่งโบราณคดีปากจั่น ต.ปากจั่น  อ.กระบุรี  จ.ระนอง ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม  พ.ศ. 2553 . ม.ป.ท., 2553?.

ธวัชชัย ชั้นไพศาลศิลป์. รายงานการขุดค้นทางโบราณคดีแหล่งโบราณคดีปากจั่น ตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง. นครศรีธรรมราช: สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช, 2561.

บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ. รายงานการสำรวจแหล่งโบราณคดีบ้านปากจั่น. ภูเก็ต. สำนักศิลปากรที่ 15 ภูเก็ต, 2550.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภาพเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดี